หน้าเว็บ

21/9/54

                       คำศัพท์ SEO ที่ควรรู้

1.
SEO : คำนี้ย่อมาจาก Search Engine Optimization ซึ่งเป็นกระบวนการการทำให้บล็อก/เว็บไซต์ของคุณถูกค้นพบโดยเครื่องมือค้นหาบนโลก Internet ได้ง่ายขึ้น

2. SE : ย่อมาจาก Search Engine คือเครื่องมือค้นหาข้อมูลบนโลก Internet (ในที่นี้เราจะพูดถึงบล็อกและเว็บไซต์)

3. Bot : ย่อมาจาก Robot เป็นเหมือนผึ้งงานที่คอยมาเก็บข้อมูลต่าง ๆ บน โลก Internet ที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มปริมาณของข้อมูลขึ้น และที่สำคัญ Bot ของ Search Engine ชอบจะไปเยี่ยมบล็อก/เว็บไซต์ที่มีการ update บ่อย ๆ

4. Keyword : ในเรื่อง SEO หมายถึงคำสำคัญที่คนมักใช้ค้นหาจาก Search Engine เช่น คำว่า ผลฟุตบอล บอลโลก 2010 เป็นต้น

5. Niche keyword : หมายถึง Keyword ที่มีโอกาสสูงที่คนจะใช้ค้นหากับ Search Engine และมีคู่แข่ง (ปริมาณผลการค้นหา) ไม่มากนัก

6. Density : คำนี้มักใช้คู่กับเรื่อง Keyword ซึ่งหมายถึงความหนาแน่นของ Keyword ใน 1 หน้า หรือใน 1 บทความ เพื่อเพียงพอจะทำให้ Bot ของ Search Engine ตีความได้ว่า หน้านั้น ๆ หรือบทความนั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องใด

7. Link : ในเรื่อง SEO คำว่า Link จะหมายถึงการเชื่อมโยงกันระหว่าง บล็อก/เว็บไซต์

8. Anchor Text : หมายถึงข้อความที่เป็น Link เชื่อมโยง ซึ่ง Bot ของ Search Engine จะให้ความสำคัญกับข้อความชนิดนี้มากกว่าข้อความปกติ หรือถูกให้ความสำคัญกว่าลิงค์ปกติ เช่น
ข้อความปกติดังที่แสดงด้านล่าง Bot ของ Search Engine ให้ความสำคัญน้อยมาก 
hackublog
Link ปกติที่แสดงดังด้านล่าง Bot ของ Search Engine ให้ความสำคัญน้อย
http://www.hackublog.com/
Anchor Text Bot ที่แสดงดังตัวอย่างด้านล่าง Bot ของ Search Engine ให้ความสำคัญ
วิธีสร้างบล็อก
โค้ดที่ใช้สร้าง Anchor Text
<a href='ใส่ URL ที่นี่' title='ใส่ข้อความอธิบายลิงค์'>ใส่ Keyword </a>
และสิ่งที่ควรทำทุกครั้งคือเมื่อสร้างลิงค์เชื่อมโยงควรใช้ Anchor Text และใช้ Keyword ในการตั้งชื่อ Anchor Text ด้วย

9. index : คือการที่หน้าบล็อกหรือเว็บไซต์ของเราถูกนำไปจัดอันดับในผลของการค้นหา ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อันดับที่ดีที่สุดจากผลการค้นหาคือ อันดับ 1 ในหน้าแรกจากผลการค้นหาโดยใช้ Google.com (Google เป็น Search Engine ที่คนนิยมใช้มากที่สุดในโลก )

จะทราบได้อย่างไรว่าบล็อก/เว็บไซต์คุณ index แล้ว ? >> ให้พิมพ์
site:www.yourname.com
หรือ
site:ชื่อบล็อก.blogspot.com
ในช่องค้นหาใน Google ซึ่งถ้าพบแปลว่า Index แล้วครับ

10. PR : ย่อมากจาก Pagerank คือคะแนนที่ Search Engine ต่าง ๆ จะให้กับบล็อก/เว็บไซต์ของเรา โดยค่า PR สูงสุดคือ 10 ต่ำสุดคือ 0 และกรณีที่บล็อกของคุณยังไม่ถูกจัดเก็บเข้าไปในฐานข้อมูลของ Search Engine คะแนน PR จะเป็น n/a

บล็อก/เว็บไซต์ที่มี PR สูง ๆ หมายความว่าเป็นบล็อก/เว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ส่วนใหญ่จะเป็นเว็บไซต์ที่มี เนื้อหามีคุณภาพไม่ซ้ำใคร ระบบเว็บไซต์มีเสถียรภาพสูง คนเข้าชมเยอะ มีคนใช้บริการมาก ๆ และมี Link (จากเว็บคุณภาพ)เข้ามาหาเป็นจำนวนมาก

แต่ทั้งนี้ค่า PR ไม่ได้ส่งผลต่ออันดับการค้นหาจาก SE แต่อย่างใด เพราะผลการค้นหาจะเลือกจัดอันดับเว็บที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับความต้องการของผู้ค้นหามากที่สุด ดังนั้น บล็อก/เว็บไซต์ที่มี PR=0 ก็ติดอันดับการค้นหาเป็นที่ 1 ได้


11.Backlink : หมายการเชื่อมโยงจากเว็บไซต์อื่น ๆ มายังบล็อก/เว็บไซต์ของเรา ถ้ามี Backlink เข้ามามาก ๆ จะส่งผลต่อการ Index ยิ่งไปกว่านั้นถ้าได้ Backlink จากบล็อก/เว็บไซต์ ที่มี PR สูง จะทำให้ PR ของเราเพิ่มตามไปด้วย และอันดับจากการค้นหาก็จะใต่ขึ้นมาอยู่อันดับต้น ๆ ด้วย

การหา Backlink จากเว็บที่มี PR สูง เป็นเรื่องยากส่วนใหญ่จะต้องซื้อ เดือนละเท่าไหร่ ปีละเท่าไรก็แล้วแต่จะตกลง ส่วนสำหรับคนที่ไม่มีต้นทุนในการซื้อลิงค์ก็จะต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติเพื่อให้ได้มาซึ่ง Backlink จำนวนมาก ซึ่งก็จะได้พูดถึงวิธีการกันในบทความต่อ ๆ ไป

11. Dofollow และ Nofollow : ต่อเนื่องจากคำว่า Backlink บางเว็บไซต์ที่เราไปสร้าง Backlink เอาไว้ หรือเว็บไซต์ที่ลิงค์มาหาเราบางเว็บไซต์จะป้องกันการเสียคะแนน PR โดยตั้งค่า Link เอาไว้เป็น Nofollow ซึ่งจะทำให้ Backlink ที่เราได้มาไม่ทำให้คะแนน PR ของเราเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ไม่ดีเพราะว่า ถึงจะไม่ได้คะแนน PR แต่ก็อาจจะเพิ่มจำนวนคนเข้าชมบล็อกของเราก็ได้

ส่วนความหมายของ Dofollow ก็จะตรงข้ามจาก Nofollow คือ เราจะได้ Backlink และได้คะแนน PR ด้วยครับ

12. Link Wheel: เป็น Backlink ที่แข็งแกร่งมากชนิดหนึ่งที่เราสามารถกำหนดและสร้างเองได้ โดยลักษณะของลิงค์ชนิดนี้จะสร้างสะพานให้ Bot วิ่งลักษณะเป็นวงกลม และทุกจุดบนเส้นรอบวงก็จะส่ง Backlink มายังศูนย์กลางคือบล็อกที่เราต้องการได้ Backlink ถ้านึกไม่ออกลองนึกว่ามันคล้าย ๆ พายุ Hurricane แล้วบล็อกของคุณอยู่ตรงใจกลางพายุครับ สำหรับเรื่อง LinkWheel บน Blogger ผมยังไม่ได้ลงรายละเอียดมากนะครับ เพราะจะเขียนบทความให้อยู่แล้ว ให้รออ่านในบทความต่อไปครับ

13. Traffic: ในเรื่อง SEO หมายถึง ปริมาณคนหรือรวมทั้งหุนยนต์ที่เข้าชมบล็อกของคุณ ยิ่งมากก็ยิ่งดีครับ ดังนั้น ถ้า Index ในอันดับที่ดี เช่นติดหน้า 1 ของ Google ใน Keyword ที่คนนิยม Traffic ก็ย่อมมากไปด้วย

14.UIP : ย่อมาจาก Unique IP ซึ่งการนับจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์จะนับจากปริมาณ Unique IP จึงจะแม่นยำ เพราะถ้า เราเข้าชมบล้อกตัวเองวันละ 100 ครั้งแล้วนับ 100 ครั้ง ก็คงจะสรุปอะไรไม่ได้

15. Pageview : คือจำนวนการเปิดหน้าในบล็อก/เว็บไซต์ของคุณ ซึ่งถ้านำไปหารด้วยจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์ก็จะบอกได้ว่าคนที่มาชมบล็อกของคุณมีการเปิดชมบล็อกโดยเฉลี่ยกี่ครัง ถ้าเฉลี่ยแล้วไม่ถึง 1 แสดงว่าบล็อก/เว็บไซต์ของคุณ ไม่น่าสนใจเอาซะเลย

การนับจำนวนคนเข้าชม Blogger อาจจะใช้ของบริการตัวนับฟรีเช่น Histat.com เป็นต้น

16. Spam : เป็นพฤติกรรมที่ทำอะไรมากกว่าปกติ เกินความจำเป็นและผิดธรรมชาติของระบบ เช่น เพิ่งบล็อก/เว็บไซต์ได้วันเดียวแต่มี backlink จำนวนมาก Index ในอันดับสูงผิดปกติ หรือมีการเพิ่มของปริมาณข้อมูลในบล็อก/เว็บไซต์ อย่างมหาศาลในช่วงเวลาสั้น ๆ อย่างนี้ก็จะถูก เอาไปเก็บไว้ในหลุมดำ(หลุมทราย)ของ Search Engine หรือถูกลดความสำคัญในที่สุด

17. De-Index ( Decrease Index ) : เป็นการถูกลดความสำคัญของข้อมูลที่ได้ถูก Index ไปแล้ว อาจจะเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น Spam คำ เพิ่มจำนวนบทความมากผิดปกติ หรือการไม่ Update ของเนื้อหา หรือถูกลดอันดับจากคู่แข่งที่ทำอันดับขึ้นมาดีกว่า เป็นต้น

18. Approve คือการรอการตรวจสอบ เช่นเรานำ Blog ไปสมัครกับ Blog directory ที่มีชื่อเสียง เราก็จะต้องรอให้มีการตรวจสอบว่าบล็อกของเรามีคุณภาพพอที่จะเข้าร่วมกับ Blog directory นั้น ๆ หรือไม่

19. Sandbox : เป็นเหมือนสถานพินิจที่นำเอาบล็อก/เว็บที่มีพฤติกรรมการเพิ่ม Index และ backlink มากผิดปกติ จนเข้าข่ายน่าสงสัย บล็อก/เว็บก็จะนำไปรอการตรวจสอบความผิดปกตินั้นเสียก่อน ถ้าตรวจสอบประมาณ 5-6 เดือนแล้วก็จะปล่อยออกมาให้ Index เหมือนเดิม

ส่วนใหญ่คนที่ตกหลุมทราย(Sandbox) จะเป็นพวกเทพหรือเซียนเท่านั้น เพราะการเพิ่ม Index และ backlink ได้ปริมาณมาก ๆ ภายในเวลาสั้น ๆ (1-2 วัน) คนทั่วไปทำไม่ค่อยได้

วิธีทำให้หลุดจากหลุมทรายก็ไม่ยากครับ เพียงแต่ต้องรอ และระหว่างรอ ต้องหยุดเพิ่มข้อมูลสักพัก Submit ได้เล็กน้อย ตามสมควร แต่ที่สำคัญคือให้หาBacklink จากเว็บ PR สูง ๆ ครับ จะหลุดเร็วมาก ถ้ามีทุนหน่อยก็ซื้อลิงค์ครับ

20. Submit : คำนี้พูดถึงไปบ้างแล้ว ถ้าแปลง่าย ๆ ก้เหมือนการไปแจ้งเกิด แจ้งจดทะเบียนสมรส อะไรทำนองนี้ครับ นั่นคือเรานำข้อมูลของเราไปส่งให้ แหล่งที่รับ Submit ข้อมูล เช่น Social Bookmark หรือเว็บ Pligg หรือ Web directory เป็นต้น

การ Submit มีหลายประเภท เช่น Submit Blog , Submit บทความ , Submit Feed , Submit Sitemap เป็นต้น

21. Ping : เป็นการส่งสัญญาณการ Update ไปยัง Search Engine ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรทำเลย หรือถ้าจะทำก็ควรทำเมื่อบล็อกมีการ Update เพราะถ้าบ่อยไปจะถูกมองว่า Spam และถูก de-index ได้

22. Social Bookmark : คือเว็บไซต์ที่เปิดให้สมาชิกเก็บเรื่องราวต่าง ๆ ที่ชอบ และแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ได้ทราบ ส่วนใหญ่เราจะใช้ในการนำบทความ ไป Submit เพราว่า Social Bookmark จะมีผู้ใช้บริการมาก มีข้อมูลความเคลื่อนไหวแทบจะตลอดเวลา Bot ของ Search Engine จึงเข้าไปเก็บข้อมูลแทบจะตลอดเวลาเช่นกัน เมื่อพบบทความที่เรานำไป Submit เอาไว้ Bot ก็จะวิ่งมาเก็บข้อมูลที่บล็อกเราอีกต่อหนึ่ง

ตัวอย่างของ Social Bookmark ที่รู้จักกันได้แก่ digg ,stumpble,delicious ,Mixx เป็นต้น

23. Pligg : เป็นพวกเดียวกับ Social Bookmark แต่สร้างจาก CMS (เว็บกึ่งสำเร็จรูป) ดังนั้นก็ใช้งานเหมือนกับ Social Bookmark และในปัจจุบันในไทยก็มีเว็บ Pligg เป็นจำนวนมาก ผมทำการรวบรวมมาแนะนำกันอีกที

24. Web Directory หรือ Blog Directory : ถ้าแปลกันตรง ๆ ก็คือสารบัญของเว็บไซต์/บล็อก ที่มีคนบางกลุ่มนิยมไปค้นหาเรื่องราวที่สนใจจากแหล่งสารบัญที่ว่านี้ ดังนั้นถ้าคุณทำเว็บ/บล็อก ก็ควรจะนำไป Submit ใน Web Directory หรือ Blog Directory เพื่อเพิ่มโอกาสให้ เว็บไซต์/บล็อก เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ตัวอย่างของ Web Directory หรือ Blog Directory ได้แก่ Dmoz , Blogcatalog เป็นต้น

25. Tag : คือคำสั้น ๆ ที่มีใจความ หรือเรียกว่าเป็น Keyword ก็ได้ ถ้าในการเขียนบทความ หรือ นำบทความไป Submit ก็ควรจะใส่ tag ให้กับบทความนั้นมาก ๆ และควรใส่ tag ที่คนนิยมใช้ในการค้นหาด้วย มันจะทำให้ Index ของคุณดีขึ้นได้

26. Social Media และ Social Network : สังคมของคนออนไลน์ 2 ชนิดนี้สามารถใช้โปรโมทบล็อกของเราได้ เช่น Facebook ,Twitter,Myspace หรือ Youtube เป็นต้น

27. Onpage : หรือเรียกเต็ม ๆ ว่า Onpage SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์หรือบล็อกให้ SE เข้าถึงข้อมูลในหน้าต่าง ๆ ได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด สามารถมองเห็นและเข้าใจได้ว่าบล็อกของคุณเกี่ยวกับเรื่องใด เด่นเรื่องใด และส่งผลต่อผลลัพธ์การค้นหาด้วย เช่น ชื่อโดเมน Title ของแต่ละหน้า ชื่อของบทความ ความหนาแน่นของ keyword ในเนื้อหาหรือบทความ Link เข้า-ออก ในแต่ละหน้า Meta tag หรือการไม่มี Link เสียในหน้านั้น ๆ เป็นต้น
ถ้าให้ผมสรุปง่าย ๆ ก็คือทุกสิ่งอย่างที่ SE จะมองเห็นในเว็บ/บล็อกของเรา ซึ่งเป็นปัจจัยทีเราควบคุมได้ และควรใส่ใจปรับแต่งอย่างละเอียดอ่อน

28. Offpage : หรือเรียกเต็ม ๆ ว่า Offpage SEO เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อ คะแนน PR และ อันดับในการ Index เช่น การสร้าง Backlink จำนวนคนเข้าเยี่ยมชม อายุของโดเมนเป็นต้น

7/9/54

Gadget คืออะไร?



Gadget ใน Blogger นั้นหมายถึงส่วนเสริมที่เราสามารถติดตั้งเพิ่มลงไปในแม่แบบของ Blogger ซึ่งบางครั้งก็ถูกเรียกว่า widget ซึ่งก็หมายถึงสิ่งเดียวกันกับ Gadget

วิธีเพิ่ม Gadget
ก่อนอื่นให้ Login เข้าไปที่ blogger หรือ draft.blogger >> จากแผงควบคุมให้เลือก การออกแบบ

สอนใช้งาน blogger

จากนั้นใน Layout ของแม่แบบคุณจะเห็นพื้นที่ ดังรูปด้านล่างเพื่อให้เพิ่ม Gadget

สอนทำ blogger
และเมื่อคลิก เพิ่ม Gadget ก็จะปรากฎ Gadget พื้นฐาน 21 อย่างที่จะกล่าวถึงในตอนท้ายของบทความนี้

แต่ง blogspot

นอกจากนี้ยังมี Gadget อีกมากมายซึ่งคุณสามารถเลือกได้จากเมนูแกดเจ็ดเพิ่มเติมทางซ้ายมือ

แต่ง blogger
เมื่อเลือก Gadget ที่ต้องการแล้ว คลิกที่ปุ่ม + เพื่อทำการเพิ่ม Gadget นั้น ใส่ชื่อ Gadget และตั้งค่าที่ต้องการแล้วบันทึก

สอนทำบล็อก

รูปที่เห็นข้างบนเป็น Gadget ผู้ติดตาม สำหรับ Gadget อื่น ๆ ก็ทำได้ในทำนองเดียวกัน


รู้จักกับ Gadget พื้นฐาน 21 อย่างของ Blogger

1. Gadget หน้าเว็บ
สอนแต่งบล็อก
หลักการของ Gadget ชนิดนี้คือคุณจะต้องสร้างหน้าเว็บขึ้นมาก่อน แล้วใช้ Gadget นี้เป็นเมนูในการเชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บเหล่านั้น วิธีการเพิ่มและรายละเอียดของ Gadget ชนิดนี้ผมได้เขียนอธิบายไว้ในบทความ Gadget หน้าเว็บ พร้อมตัวอย่างการใช้

2. Gadget ผู้ติดตาม
สอนสร้างบล็อก
Gadget ชนิดนี้ใช้เพื่อให้ผู้อ่านที่ชื่นชอบบล็อกของคุณได้ติดตาม และเมื่อติดตามแล้วความเคลื่อนไหว และการ update บทความของจะไปปรากฎแผงควบคุมของผู้ติดตามโดยอัตโนมัติ และมีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นบนบล็อกของคุณได้ (กรณีที่คุณอนุญาตเฉพาะสมาชิก)


3. Gadget ช่องค้นหา
สอนทำบล็อก
เป็น Gadget ที่ติดตั้งเพื่อให้ผู้อ่านสามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการในบล็อกของคุณได้ง่ายขึ้น


4. Gadget HTML/จาวาสคริปต์
ปรับแต่ง blogger
Gadget ชนิดนี้เป็น Gadget ที่ยืดหยุ่นที่สุดในบรรดา Gadget ทั้งหมด สามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เหมาะสำหรับใช้ติดตั้งโค้ดต่าง ๆ ลงบน Blogger เช่น โค้ดปฏิทิน นาฬิกา โค้ดจาวาสคริปต์ โค้ดรูปภาพ โค้ดวีดีโอ โค้ดของลิงค์ เป็นต้น


5. Gadget ข้อความ
สอนสร้าง blog
เป็น Gadget ที่เหมาะสำหรับเขียนข้อความ เช่นข้อความต้อนรับเป็นต้น


6. Gadget Adsense
วิธสร้างบล็อก
คุณจะใช้ Gadget ชนิดนี้ได้เมื่อสมัครเข้าร่วมโปรแกรมหรือเป็นตัวแทนในการเผยแพร่โฆษณาบน Google ศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทความ วิธีสมัคร Google Adsense แบบภาษาไทย (ตอนที่ 1)


7. Gadget รูปภาพ
วิธีสร้าง blog
ถ้าคุณต้องการแสดงรูปภาพบนบล็อกอย่างเดียวก็ให้เลือกใช้ Gadget นี้ครับ


8. Gadget สไลด์โชว์
ติดตั้ง Gadget บน blogger
Gadget นี้เป็นการดึง Albums จาก Picasaweb มาแสดงในรูปแบบสไลด์โชว์บนบล็อกของคุณ ศึกษาเกี่ยวกับ Picasaweb ได้ที่บทความ >> รูปภาพในบทความบน Blogger ถูกเก็บไว้ที่ไหน? แล้วจะจัดการได้อย่างไร?


9. Gadget แถบวีดีโอ
ติดตั้ง Gadget บน blogspot
Gadget นี้จะทำให้ผู้ใช้ค้นหาวีดีโอบน Youtube จากบล็อกของคุณได้


10. Gadget แบบสำรวจ
blogger gadget
Gadget นี้ถือเป็น Gadget หนึ่งที่น่าสนใจมาก แต่ยังมีผู้ใช้จำนวนน้อย โดยคุณอาจจะใช้สำรวจความต้องการ หรือความคิดเห็นของผู้อ่านต่อบล็อกของคุณ หรือสำรวจเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาบนบล็อกของคุณก็ได้


11. Gadget รายการบล็อก
blogger widget
Gadget ชนิดนี้เป็น Gadget ที่สามารถรวบรวมข่าวสารล่าสุดจากบล็อกที่คุณเลือกหรือบล็อกที่คุณติดตาม พร้อมทั้งสามารถแสดงเนื้อหาแบบย่อได้ด้วย


12. Gadget รายชื่อลิงค์
สอนทำบล็อก
เป็น Gadget ที่ใช้สร้างลิงค์ไปยังที่ต่าง ๆ โดยคุณสามารถป้อน URL บน Gadget ชนิดนี้เพื่อสร้าง Link โดยไม่ต้องมีความรู้เรื่อง HTML มาก่อนเลยนอกจากนี้ Gadget ยังสามารถดัดแปลงไปทำเมนูของบล็อกได้ด้วย ศึกษาวิธีดัดแปลงจากบทความ >> วิธีสร้าง Menu สวย ๆ บน Blogger ด้วย Gadget Linklist (ควรจะศึกษาภายหลังจากที่ทำบล็อกได้ชำนาญแล้ว)


13. Gadget รายการ
แต่งบล็อก
เป็น Gadget ที่คล้ายคลึงกับ Gadget รายชื่อลิงค์ แต่มีความยืดหยุ่นกว่า สามารถสร้างข้อความรายการและใส่ link ให้ข้อความได้ด้วย


14. Gadget ฟีด
ทำบล็อก
คุณสามารถใช้ Gadget นี้ดึงข่าวสารจากในบล็อกของคุณ หรือบล็อกอื่นที่คุณสนใจเอามาแสดงเพียงแค่ใส่ชื่อบล็อกที่ต้องการลงไปลงไปใน gadget นี้ ศึกษาเรื่องฟีดเพิ่มเติมจากบทความ >> ทำความรู้จักกับ Feed ใน Blogger


15. Gadget Newsreel
วิธีสร้าง blogspot
เป็น gadget ที่ทำให้พาดหัวข่าวจาก Google มาปรากฎบนบล็อกของคุณเท่านั้น


16. Gadget ป้ายกำกับ
วิธีเขียนบล็อก
Gadget นี้มีความสำคัญ คุณควรจะติดตั้ง เพื่อให้บทความที่เขียนเป็นหมวดหมู่ ให้ผู้อ่านเห็นชัดเจนเลือกอ่านได้ตรงความต้องการมากขึ้น ศึกษาวิธีเพิ่มที่บทความ >> การจัดหมวดหมู่ให้กับบทความด้วย Label Gadget


17. Gadget ลิงค์การสมัคร
blogger tricks
Gadget นี้มีความสำคัญในเรื่องการส่งข่าวสารข้อมูลจากบล็อกของคุณไปยังผู้อ่าน ผู้อ่านจะสามารถสมัครรับบทความทาง email หรือผ่านช่องทางอื่น ๆ ได้จาก Gadget นี้ ศึกษาข้อมูลเรื่องฟีดเพิ่มเติมจากบทความ >> ทำความ รู้จักกับ Feed ใน Blogger


18. Gadget โลโก้
blogger tips
Gadget นี้ไม่สำคัญนักเป็นเพียงติดตั้ง logo ของ blogger ในหน้าบล็อกเท่านั้น


19. Gadget โปรไฟล์
ทำ blospot
Gadget นี้จะแสดงข้อมูลอย่างของคุณที่ได้กรอกเอาไว้บนบัญชีของ Blogger ถ้าคุณต้องการแสดงข้อมูลของคุณบน Blog ก็ควรจะติดตั้ง Gadget นี้ครับ


20. Gadget คลังบทความของบล็อก
สร้าง blogspot

Gadget นี้จะทำให้ผู้อ่านเห็นบทความทั้งหมดภายในบล็อกของคุณได้ ซึ่งผมได้เขียนวิธีติดตั้งและอธิบายเอาไว้ในบทความ การใช้งาน Gadget คลังบทความของบล็อก (Blog Archive) ลองเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมดูครับ


21. Gadget ส่วนหัวของหน้า
วิธีสร้างบล็อกส่วนตัว
Gadget นี้เป็นส่วนที่ใส่ Title และ Description ของ Blog โดยปกติแล้ว Template ทั่วไปก็จะติดตั้งส่วนนี้อยู่แล้ว

1/9/54


วิธีทำ Automatic Read more ให้บทความ

ถ้าสังเกตจากหน้าบล็อกของผมก็จะเห็นว่าทุกบทความจะไม่ถูกแสดงให้เห็นทั้งหมดแต่จะแสดงอย่างย่อเท่านั้น   การทำแบบนี้จะเป็นการช่วยให้เปิดหน้าแรกบล็อกได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังเป็นช่วยให้ผู้อ่านค้นหาสิ่งที่ต้องการได้เร็วขึ้น และในกรณีที่บทความของเรามีภาพประกอบ วิธีการที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้สามารถแสดงรูปภาพให้เห็นในบทความแบบย่อได้ด้วย
สอนใช้งาน blogger

ขั้นที่ 1 ไปที่ แผงควบคุม >> รูปแบบ >> แก้ไข HTML >> ขยายแม่แบบเครื่องมือ

blogger template


ในขั้นที่ 1 นี้เราจะ back up แม่แบบ ไว้ก่อนก็ได้นะครับ (กันพลาด)

ขั้นที่ 2 มองหาโค้ด </head> (ถ้าหาไม่เจอใช้ Ctrl+F ช่วยค้นหา) แล้วแทนที่ด้วยโค้ดด้านล่างนี้

<script type='text/javascript'> 
var thumbnail_mode = &quot;float&quot; ; 
summary_noimg = 230; 
summary_img = 140; 
img_thumb_height = 100; 
img_thumb_width = 100; 
</script> 
<script src='http://siiam.bravehost.com/excerpt.js' type='text/javascript'/> 
</head>


การปรับแต่ง :
summary_noimg = 230; คือจำนวนอักษรที่จะแสดงเป็นตัวอย่าง เมื่อบทความนั้นไม่มีรูปประกอบเลย
summary_img = 140; คือจำนวนอักษรที่จะแสดงเป็นตัวอย่าง เมื่อบทความนั้นมีรูปประกอบ
img_thumb_height = 100; และ img_thumb_width = 100; คือความกว้างและความยาวของรูปตัวอย่าง

ขั้นที่ 3 ค้นหาโค้ด <data:post.body/> (ถ้าหาไม่เจอใช้ Ctrl+F ช่วยค้นหา) แล้วแทนที่ด้วยโค้ดด้านล่างนี้


<b:if cond='data:blog.pageType == &quot;item&quot;'> 
<data:post.body/> 
<b:else/> 
<div expr:id='&quot;summary&quot; + data:post.id'> 
<data:post.body/> 
</div> 
<script type='text/javascript'> 
createSummaryAndThumb(&quot;summary<data:post.id/>&quot;); 
</script> 
<div style='clear: both;'/> 
<span style='padding-top:5px;;float:right;text-align:right;'><a expr:href='data:post.url' rel='bookmark'><b>Read more >></b></a></span> 
</b:if>



เป็นอันจบขั้นตอนครับ คราวนี้บล็อกของเราก็ดูสบายตาขึ้นไม่ต้องลากยาวไปอ่านด้านล่างอีกแล้วครับ

หมายเหตุ : คำว่า Read more >> สามารถแทนด้วยภาพหรือ เปลี่ยนเป็นข้อความอื่น ๆ ก็ได้ตามใจคุณ

วิธีทำ Automatic Read more ให้บทความบน Blogger

ถ้าสังเกตจากหน้าบล็อกของผมก็จะเห็นว่าทุกบทความจะไม่ถูกแสดงให้เห็นทั้งหมดแต่จะแสดงอย่างย่อเท่านั้น   การทำแบบนี้จะเป็นการช่วยให้เปิดหน้าแรกบล็อกได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังเป็นช่วยให้ผู้อ่านค้นหาสิ่งที่ต้องการได้เร็วขึ้น และในกรณีที่บทความของเรามีภาพประกอบ วิธีการที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้สามารถแสดงรูปภาพให้เห็นในบทความแบบย่อได้ด้วย
สอนใช้งาน blogger

ขั้นที่ 1 ไปที่ แผงควบคุม >> รูปแบบ >> แก้ไข HTML >> ขยายแม่แบบเครื่องมือ

blogger template


ในขั้นที่ 1 นี้เราจะ back up แม่แบบ ไว้ก่อนก็ได้นะครับ (กันพลาด)

ขั้นที่ 2 มองหาโค้ด </head> (ถ้าหาไม่เจอใช้ Ctrl+F ช่วยค้นหา) แล้วแทนที่ด้วยโค้ดด้านล่างนี้

<script type='text/javascript'> 
var thumbnail_mode = &quot;float&quot; ; 
summary_noimg = 230; 
summary_img = 140; 
img_thumb_height = 100; 
img_thumb_width = 100; 
</script> 
<script src='http://siiam.bravehost.com/excerpt.js' type='text/javascript'/> 
</head>


การปรับแต่ง :
summary_noimg = 230; คือจำนวนอักษรที่จะแสดงเป็นตัวอย่าง เมื่อบทความนั้นไม่มีรูปประกอบเลย
summary_img = 140; คือจำนวนอักษรที่จะแสดงเป็นตัวอย่าง เมื่อบทความนั้นมีรูปประกอบ
img_thumb_height = 100; และ img_thumb_width = 100; คือความกว้างและความยาวของรูปตัวอย่าง

ขั้นที่ 3 ค้นหาโค้ด <data:post.body/> (ถ้าหาไม่เจอใช้ Ctrl+F ช่วยค้นหา) แล้วแทนที่ด้วยโค้ดด้านล่างนี้


<b:if cond='data:blog.pageType == &quot;item&quot;'> 
<data:post.body/> 
<b:else/> 
<div expr:id='&quot;summary&quot; + data:post.id'> 
<data:post.body/> 
</div> 
<script type='text/javascript'> 
createSummaryAndThumb(&quot;summary<data:post.id/>&quot;); 
</script> 
<div style='clear: both;'/> 
<span style='padding-top:5px;;float:right;text-align:right;'><a expr:href='data:post.url' rel='bookmark'><b>Read more >></b></a></span> 
</b:if>



เป็นอันจบขั้นตอนครับ คราวนี้บล็อกของเราก็ดูสบายตาขึ้นไม่ต้องลากยาวไปอ่านด้านล่างอีกแล้วครับ

หมายเหตุ : คำว่า Read more >> สามารถแทนด้วยภาพหรือ เปลี่ยนเป็นข้อความอื่น ๆ ก็ได้ตามใจคุณ